haruhi

 

 

 


Dola Re Dora - Devdas

 

 

  Music : Dola re Dola

Album : ost. देवदास [Devdas]

 

 

เพลงแหล่มมาก!!!! อย่าลืม Download ฟังประกอบ

 

 

ในหมู่ นศพ. จะมีนศพ.แลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ ซึ่งก็จะมีประเทศแปลกๆแลกมาอยู่ไทยเป็นประจำ ในฐานะที่ผมเคยอยู่ชมรมและทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ นศพ.ระหว่างประเทศ (ฟังดูยิ่งใหญ่เนอะ ทั้งที่จริงๆแล้ว...) ก็จะได้ทำงานกับนักศึกษาต่างชาติประจำ (พวกงานค่าย อะไรประมาณนี้) และก็จะได้คุยเทคแคร์นักศึกษาแลกเปลี่ยนบางราย รวมทั้งช่วยเหลือน้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น อินโด จีน อินเดีย เชคโกฯ เยอรมัน สหรัฐ ฯลฯ

 

ต้องขอเล่าก่อนนะครับว่า การแลกเปลี่ยนนักศึกษาแพทย์พวกนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดกันง่ายๆ ต้องมีทั้งการประกวดโครงงาน งานวิจัย หรือทำโครงการต่างๆ ฯลฯ มีการชิงโควต้าเหมือนเกมการเมืองระหว่าง นศพ.ต่างมหาลัย ผู้ที่เข้าตากรรมการก็จะมีโอกาสเสียเงินส่วนตัวลงทุนไปเที่ยวต่างประเทศด้วยราคาถูกกว่า - -" แถมบางทีต้องกลับมาเรียนซ่อมอีกตะหาก แต่ก็นะ ขอให้มีโอกาสออกนอกประเทศ มันก็เป็นสิ่งคุ้มที่นศ.หลายคนจะทุ่มกำลังตบตีแย่งชิงแล้วละ

 

ฝั่งโควต้าแลกเปลี่ยนของมหาลัยผม มักเป็นประเทศแปลกๆ เช่น บราซิล (เหมือนว่าปีนึงจะมีคูเวตด้วยมั้ง? ทำไมไม่โยนอิรักมาให้ซะเลยล่ะ)  ก็เลยไม่ค่อยมีใครแย่งไปเพราะไม่มั่นใจกันเท่าไหร่ ^^'' แต่ก็จะมีเด็กโครงการนั่นโครงการนี่ บินมาเรียนหมอในไทยกันอยู่เนืองๆ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นชั้นคลินิกเท่านั้น - -" (ใครจะลงทุนมาเรียนภาคทฤษฎีในต่างประเทศกันนะ)

 

ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว ผมกับน้องๆก็เลยได้ช่วยกันดูแล นศพ.แลกเปลี่ยนเหล่านี้ เพราะผมเองก็ว่าง ส่วนพวกน้องปี 4 ก็ยังไม่เรียนหนักมากแต่ส่วนใหญ่ก็ให้ปีสี่ดูแลไป... ขึ้นวอร์ดไปด้วยกันมิใช่รึ

 

แต่ก็ดันมีหลุดเล็ดเข้าหอชายมาให้ผมร่วมป่วยคนนึงจนได้

 

 

 

สมมติว่าเพื่อนคนนี้ชื่อ อาจ๊าด ก็แล้วกัน

 

อาจ๊าดเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากอินเดีย แขกพราหมณ์ขนานแท้  (เอ่อ...จริงๆก็ไม่ได้ถามเค้าหรอกนะว่านับถือศาสนาอะไร แต่ดูจากพฤติกรรมกะบทสวดงึมงำนี่มันไม่ใช่พุทธแหงมๆ) อาจ๊าดจะอยู่เป็นพาร์ทเนอร์ดูแลโดยน้องปี4 คนนึง แต่อาเฮียทนไม่ไหว เลยย้ายไป ให้อาจ๊าดอยู่คนเดียว แลกเปลี่ยนมาโครงการอะไรก็ไม่ได้ถาม แต่ดูเหมือนจะติดใจมาคุยกะผมซะเหลือเกิน - -"

 

ก่อนอื่น ถ้าคุณเคยคุยภาษาอังกฤษกับคนชาติอื่นๆ คุณจะรู้ว่าสำเนียงแต่ละชนชาติจะมีเอกลักษณ์ต่างกัน อย่าญี่ปุ่นก็จะเป็นชาติที่ทำเสียงการันต์ไม่เป็น พวก Milk ก็จะไม่ใช่ มิลค์ ต้องเป็น มิรุกุ ฝรั่งเศสก็จะออกเสียง H ไม่ได้ Harem ก็จะกลายเป็น อาเล็ม อินโดก็จะเน้น ต. กับ ร. เช่น Teletubby ก็จะอ่านว่า เตเรตั๊บบี่ - -" นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ชวนประสาทเสียเวลาสนทนา

 

อินเดีย จะเป็นชาติที่ออกเสียงทุกอย่างเป็น "ห" ครับคือใส่เสียงสูงเป็นจัตวาไว้ก่อน เหมือนมีคนเติม Question Mark ไว้ท้ายทุกพยางค์ที่เปล่งเสียง

 

วันหนึ่ง ผมดูอนิเมะอยู่ในห้อง อาจ๊าดเดินเคาะประตูเดินเข้ามาเห็น


haruhi

"หวาว เจ๋แป๋นนีส สับอิ๋งลิ๊ช?"

 

"เยส"

 

"หวอทเดอะเหนม"

 

"The Melancholy of Suzumiya Haruhi - ออร์ คอล อิน ฟอร์ ชอร์ท ... ฮารุฮิ"

 

"โอ๋ว... หา รู ***"

 

หะ...หา... เอาละสิ แขกทำตูจิตเสื่อมทรามตามชื่อการ์ตูนไปซะแล้ว

 

"โน้วๆๆๆๆๆๆ ฮา รุ ฮิ"

 

"เยส หา รู ***"

 

กระโดดถีบอีตานี่ตกหอจะเป็นไรมั้ยเนี่ย เปลี่ยนชื่อการ์ตูนตูซะเสื่อม

 

"Say that quicker, Japanese Language, ฮา รุ ฮิ"

 

"หะ รุ ***"

 

 

 -*- เออ จะไปหารูไหนก็ไปหาตามสบายเลยป๊ายยยยยย...

 

กลายเป็นตลกร้าย อีน้องปี 4 เดินตามเข้ามาในห้อง

 

"Oh, Korn, Do you know this cartoon?"

 

"What?"

 

"หา รู ***"

 

ก็ฮาก๊ากกันลั่นห้องสิขอรับ - -" แล้วที่ตูสอนไปตะกี๊นี่อะไรฟระ

 

ปรากฏว่า อาจ๊าดโกรธ หาว่าผมแกล้งสอนภาษาไทยผิดๆให้เขาผูดผิดๆ บ้าบอชะมัด...

 

 

 

 

 

วันนึง อาจ๊าดชวนผมไปกินข้าว 

 

"ยูใส่กล่องโฟมไหม"

 

"ไม่เปนไร ไอแคร์ดิเอิร์ธ เด๋วโลกร้อน"

 

"โอ้เค่  งั้นเอากล่องชานอ้อย เพิ่งสองบาท โอเค๊?"

 

"โอ้ว อิทสะแพง ไม่เอาแหรว"

 

ไหนว่าแคร์โลกไงพ่อคุณ เลยซื้อข่าวหมกไก่ขึ้นห้องไปกิน 2 คน

 

ไปถึง เฮียแกราดน้ำจิ้ม เอามือเปิบสดทันที - -"

 

"เอ่อ... There's a spoon in the bag"

 

"No use, I can eat without spoon"

 

"Would that be clean enough?"

 

"We almost eat by hand in India"

 

โอ๋ว เหย~

 

คือ ไปคุยกะเพื่อนหลายคน เขายืนยันว่า ที่อินเดียนิยมกินด้วยมือจริงๆครับ จะตักซุปตักแกงอะไรก็เอามือตวัดไปหมด คือใช้มือแทนช้อนกันไปเลย

 

ผมว่าเฮียคงเปิบส้มตำได้สนุกสนานไม่แพ้คนอีสานบ้านเฮาแน่ๆ แต่ว่า นี่เรียนหมอมิใช่ฤา ห่วงสุขภาพอนามัยกันมั่งเด่ะ - -" แต่เอาเข้าจริงๆ คุยกันเรื่องนี้ เขาถือว่ามือเป็นของสะอาดนะครับ เหมือนการที่คุณเอามือมาแคะขี้มูก แคะขี้ตา ก็เอามือมาล่วงละเมิดร่างกายเหมือนกัน (จะถามว่า แล้วไม่ใช้มือล้างก้นเรอะ แต่จะไปพูด wipe your ass ต่อหน้าวงข้าวก็คงไม่ดี) อย่างไรก็ตาม คนไทยก็เพิ่งมารู้จักใช้ช้อนส้มอเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลายนี่เองครับ แล้วก็ไม่มีอะไรบอกได้ด้วยว่าช้อนจะมีคราบตกค้างเหมือนมือไม่ได้ แต่อย่างน้อย ผมก็รู้ว่าช้อนไม่มีขี้เล็บหละนะ...

 

นอกจากนี้ แขกอินเดียมักมีกลิ่นตัวแรง และน้ำหอมที่ใช้ก็แรงผสมไปกับกลิ่นตัวจนเหม็นเขียว ผมเคยถามว่า น้ำหอมกลิ่นอะไร อาเฮียตอบว่า กลิ่นชะมด ซึ่งผมลงความเห็นว่า มันต้องเอาน้ำหอมสกัดจากสกังค์มาปลอมขายแทนชะมดแน่นอน เพราะกลิ่นไกลร้อยเมตรมากๆ และอีกพฤติกรรมหนึ่งที่อาจจะดูแปลกในบ้านเราคือ จะพูดคุยต้องให้ขโมงโฉงเฉง จะเปิดเพลงต้องให้ดังอล่างฉ่าง บนรถเมล์ รอแท็กซี่ รอกินข้าว ฯลฯ เรียกได้ว่าสามารถเรียกประสาทสัมผัสทุกด้านของคนรอบข้างให้พุ่งความสนใจมาที่ตัวของฮีได้ทั้งจากการมองเห็น การสัมผัส การได้ยินและการรับกลิ่น เหลือเพียงการรับรสก็จะครบ 5 อายตนะ แต่ผมเองก็ไม่เคยชิมแขกซะด้วยสิ - -

 

 

 

 

 

 

เมื่อวานนี้ผมไปรอรถเมล์ก็เจอเด็กแลกเปลี่ยนอีกคน แต่ปกติไม่เคยคุยกันนะครับ =w= เป็นเด็กสังกัดคนอื่น (555) คนนี้มาจากอินโดนีเซียครับ

 

อย่างที่เกริ่นไว้ คนอินโดก็จะมีสำเนียงพิลึกในสารบบหูเรา เพราะเธอจะพูดภาษาอังกฤษด้วย ต เต่า กับ ร เรือ ที่ชัดเจนมากกกกกก

 

อินโด : Do you know how to go to หมอชิท? (เป็น Shit ที่ออกเสียงชัดเช่นกัน)

 

ณ : Yeah, take the van from here.

 

อินโด : เดอะ แฟน? Which one?

 

ณ : Like that one ... (รถที่เพิ่งวิ่งผ่านไปตะกี๊พอดี)

 

เท่านั้นแหละ เธอก็ออกแนวโวยวาย เสียงดังไปถึงอีกฟากของป้ายรถเมล์ อารมณ์แบบ เพื่อนคุยเล่นน่ะ - -" Why Don't You Tell Me ??? You Bring Me Bad Luck บลาๆๆๆ ก็ว่าไป (จริงๆตอบเค้าไปแล้วละนะว่า If that so, go stay away from me ^^'')

 

รถเมล์ผมมาพอดี กำลังจะก้าวขึ้น คนขับกดออดไล่เพราะรถเต็ม

 

เดินลงมา ยัยเจ๊หัวเราะลั่นป้ายรถเมล์ คนมองกันมาเป็นจุดเดียว อีนี่เมากัญชามาเรอะ

 

คือ อารมณ์ว่าเห็นกันอยู่มาชั่วนาตาปี ชีไม่เคยคยกัน พอคุยกันวันเดียวที่ป้ายรถเมล์นี่เสียงดังราวกับไม่เจอกันมาสามปี - -" แถมอารมณ์ถูกคออีกแน่ะ

 

ต้องลงมาคุยกันต่อ เจ๊ก็ชวนคุยนั่นนี่

 

"May I know your name?"

 

"My name is Na"

 

"What does it mean?"

 

"At"

 

"What your father think when give you this name?"

 

- -" ชั้นจะรู้มั้ยล่ะเนี่ย คือ เคยมีคนมาถามคุณท่านมั้ยครับ ว่าชื่อที่คุณมีอยู่เนี่ย ตอนตั้งชื่อน่ะ พ่อกับแม่คุณคิดอะไรอยู่ เธอบอกว่าชื่อของคนไทยอย่างพวกชื่อเล่น กุ้ง ไก่ หมู เงี้ย  ตั้งเข้าไปได้ยังไง ต้องการสื่ออะไร เด็กดูน่าอร่อยเหรอ - -" ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ไม่ชอบกินเด็ก

 

 

 

 

 

"How much does it cost to go to หมอชิท?"

 

"Van? 30 Baht"

 

"Oh! Very expensive. This morning I take taxi from Kasetsart. You know it cost 200 baht and I have no money left to go back. "

 

กรุณานึกตามว่า คำว่า to เธอออกเสียงว่า ตู เละคำว่า Really เธอพูดว่า เรียลลี่ ด้วยอักขระ ร เรือ ร ลิงชัดเจนประมาณอาจารย์แม่ ว่าแต่ ทำไมไม่บอกแต่แรกว่าจะไป ม.เกษตรล่ะ - -" จะไปหมอชิทก่อนแล้วหาทางกลับมาเกษตรเรอะ

 

"If that so, you can go by bus"

 

"How much the บาส"

 

...แวบบบบบ... VTR หยุดแค่นี้ก่อนครับ

 

พี่น้องคิดว่า ประโยค How much the บาส แปลว่าอะไร

 

A.ลูกบาสราคาเท่าไหร่?

B.ค่ารถเมล์ราคากี่บาท?

C.รถเมล์กี่บาท ฉันอยากซื้อรถนั่นไว้ขับเอง?

 

.

.

.

.

.

.

 

 เฉลย หลังจากพยายามทวนประโยคนั่นอยู่สามรอบ และเธอยืนยันว่ามันคือ Bus ไม่ใช่ Baht

 

"That one is 29, That one is 39, That one is 510..."

 

อืม มันคือเบอร์รถเมล์ครับพี่น้อง ว่าเแต่แม่คุณเธอ Number ไม่เกี่ยวกะราคา จะใส่ Much มาทำไมเนี่ย - -"

 

เรียกได้ว่า เหนื่อยหน่ายในการสื่อสารยิ่งนัก

 

กว่าเธอจะได้ขึ้นรถเมล์ เธอก็บ่นเรื่องคนไทยไม่เห็นยิ้มตลอดเวลาเลย (คนไทยไม่ได้เป็น Angleman Syndrome นี่คะคุณ) เมืองไทยหาคนพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก (และมีคนฟังภาษาอังกฤษสำเนียงพิลึกๆได้น้อยกว่า)  พร้อมด่าพันธมิตรเรื่องปิดสนามบินอีกชุดใหญ่ กว่าจะได้ขึ้นรถ (ไปซะที)

 

ถึงขั้นที่ว่า ผมเองจิตเสื่อมรับวันเกิดไปเลยทีเดียว

 

 

 

 

พูดถึงโดยรวมๆ จะว่าไปแล้ว การพยายามคุยกับคนต่างชาติไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรนะครับ ไม่ต้องกลัวว่าสำเนียงจะห่วย ใช้แกรมม่ากริยาผิดช่อง หรือใช้ศัพท์ผิดอะไร ผมว่าหลายคนพูดและใช้ภาษาอังกฤษได้กันพอสมควรอยู่แล้ว (ถ้าเรียนเกิน ม.3 มาล่ะก็) ขาดแค่ความกล้าที่จะพูด แต่ถ้าไม่กล้าพูดกล้าใช้บ่อยๆ จะไปคุ้นเคยกับภาษาได้ยังไงล่ะครับ?

 

ฉะนั้น ถ้าเจอคนต่างชาติมาขอความช่วยเหลือ ผมว่าไม่ต้องเดินหนีหรอก ลองพยายามช่วยซักหน่อยก็ดีนะครับ

 

เรื่องเด็กอินโดนี่ทำเอานึกไปถึงสมัยค่ายแพทย์นานาชาติ อยู่รวมกับนักศึกษาแพทย์หลายร้อยคนจากนานับประเทศ เด็กอินโดจะชอบจับกลุ่มกันเล่นเกมคล้ายๆตบแปะเป็นวงใหญ่ (นึกถึงเกมประมาณ พศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม แต่เล่นกันสัก 30 คนน่ะ) ในสายตาคนไทยก็คงมองว่าแปลกดี แต่ผมว่ามันแสดงถึงความสามัคคีได้ในระดับหนึ่งนะ ไม่ต้องแข่งกันฆ่าใครเหมือนใน GTA ด้วย (เอ๊ะ อีนี่พาดพิง)

 

 

 

 

ส่วนเด็กเกาหลีญี่ปุ่นน่ะเหรอครับ...

 

สปอยล์ - ภาษาอังกฤษห่วยพอกัน เด็กจีนพูดฟังดูรื่นหูที่สุด

- ชอบเพลง "ไก่ย่างถูกเผา" มากๆ - -"  ถึงขนาดนั่งจดคำแปลกันไปร้องเลยทีเดียว

- น้องเกาหลีเธอบ้าแดจังกึมมาก หอบชุดแดจังกึมมาคอสถึงไทยทีเดียว

- ยามกลางวันหนุ่มๆญี่ปุ่นก็จะเปลือยอกเล่นวอลเลย์บอลชายหาด - -" สาวๆบิกินี่เล่นน้ำสุดฤทธิ์... นี่เธอหลุดกันมาจากการ์ตูนของ Ken Akamutsu รึไงเนี่ย??? (แน่นอนว่าข้าพเจ้าถ่ายภาพเอาไว้แล้ว =w=)

 

 เอาแค่นี้ก่อน พอประมาณ ไว้คราวหลังค่อยเล่าถึงฝั่งญี่ปุ่นเกาหลีในค่ายแพทย์นานาชาติ เพราะฝั่งนี้ถ้าเล่าแล้วก็มีเรื่องยาวได้อีกครับ ^^''

Loading image

Click anywhere to cancel

Image unavailable

 

Recommend